เกี่ยวกับเรา

โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล

     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะหนึ่งฟันเฟืองแห่งการขับเคลื่อนประเทศสู่ความ ‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’ เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ ‘ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580’ หรือยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวฉบับแรกของประเทศไทย ที่เป็นก้าวแรกแห่งการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ได้กำหนด ‘แผนด้านการอุดมศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ พ.ศ. 2564-2570’ ว่าด้วยเรื่อง ‘นโยบายการพลิกโฉมการศึกษาด้วยระบบดิจิทัล (Digitalization For Educational And Learning Reform)’ อันประกอบด้วย 3 ประเด็นการปฏิรูป ได้แก่ 1) การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ (Digital Learning Reform : National Digital Learning Platform (NDLP)) 2) ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการศึกษา (Big Data For Education) และ 3) การพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) ในด้านความฉลาดรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) ความฉลาดรู้สารสนเทศ (Information Literacy) ความฉลาดรู้สื่อ (Media Literacy) เพื่อการรู้วิธีการเรียนรู้ (Learning How To Learn) ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนการมีพฤติกรรมที่สะท้อนการรู้กติกามารยาทและจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้สื่อและการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต

ดังนั้น ‘สถาบันคลังสมองของชาติ’ ซึ่งมีภารกิจตอบสนองต่อความต้องการของภาครัฐและสังคมในการแก้ปัญหาและแสวงหาความริเริ่มเชิงนโยบายใหม่ ๆ ที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ด้วยกระบวนการทางวิชาการ บนฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์วิจัย ผ่านการประสานกับเครือข่ายนักวิชาการจากอุดมศึกษา จึงสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยปี 2563 ได้เริ่มต้น ‘สำรวจความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาในการก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล’ ใน 5 มิติ ได้แก่ ทิศทางและการพัฒนาองค์กร ความพร้อมด้านพันธกิจ/ธุรกิจ ความพร้อมด้านระบบงานประยุกต์ ความพร้อมด้านข้อมูล และความพร้อมด้านเทคโนโลยี กับการประยุกต์ใช้ ‘เครื่องมือ Digital Maturity Model : DMM’ ในการสำรวจความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล ซึ่งแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ระดับที่ 1 Traditional University ระดับที่ 2 E-University ระดับ 3 Connected University และระดับที่ 4 Smart University

ทั้งนี้ด้วยความห่วงใยว่ากำลังคนในทุก ๆ มิติแห่งศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องรับรู้ทักษะความเป็นดิจิทัลอย่างหลีกหลี่ยงไม่ได้เพราะโลกมีทิศทางสู่ยุคดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด รศ. ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ จึงให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘ระบบนิเวศดิจิทัล’ อย่างแท้จริงภายใต้การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล

“คนเหล่านี้จะเป็นคนยุคดิจิทัลได้อย่างไรหาก ‘สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ’ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวเพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล หรือ Digital University โดยพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็นดิจิทัล หรือเรียกว่า ‘ระบบนิเวศดิจิทัล’ และสามารถใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพและการทำงานได้”

อาจารย์ดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี ผู้ดูแลโครงการมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล กล่าวถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งร่วมสำรวจความพร้อมในการก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล ครั้งที่ 1 ว่าเปรียบได้กับ ‘มหาวิทยาลัยเยี่ยงอย่าง’ เพราะมีพลังใจสูงเป็นอย่างยิ่งในการ ‘แหวกอากาศ’ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ คือ ‘การพัฒนาไปสู่นิเวศดิจิทัล’ ซึ่งจากจุดเริ่มต้นนั้นเองพร้อมนำมาสู่การแหวกอากาศหรือการพัฒนาในระลอกที่ 2, 3 และระลอกต่อ ๆ ไป ณ วันนี้

ในปี 2566 สถาบันคลังสมองของชาติมุ่งขับเคลื่อนงานเตรียมความพร้อมของมหาวิทยาลัยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลเต็มกำลัง กับ ‘โครงการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล’ (Driving Thai University toward Digital University) ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ประเภท Fundamental Fund จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมพัฒนา ‘เครื่องมือ DMM’ สู่เวอร์ชันใหม่เพื่อสำรวจความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล ตอบรับ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมีความผันผวนมากขึ้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องทบทวนความพร้อมของการพัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ 2) เพื่อทำให้ผู้บริหารทุกระดับและระดับปฏิบัติการเห็นภาพตรงกันต่อการดำเนินงานในมหาวิทยาลัย 3) เพื่อทำให้มีการกำหนดประเด็นในการพัฒนาที่สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร และ 4) เพื่อทำให้มีการนำใช้ แบ่งปันข้อมูลและเทคโนโลยีร่วมกัน พร้อมกันนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงชุดคำถามภายใต้การใช้งานเครื่องมือ DMM คือ 1) ชุดคำถามมุ่งความสามารถในการต่อยอดและมุ่งสร้างนิเวศแห่งการพัฒนาร่วมกันทุกภาคส่วน 2) เป็นมุมมองจากความต้องการของสังคม มีการเชื่อมโยงกับทิศทางโลก และบริบทของประเทศมาสู่การกำหนดเป้าหมายของตัวเอง และ 3) ชุดคำถามมุ่งการขับเคลื่อนคนและองค์กรอย่างเป็นระบบโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้สอดคล้อง

โฉมหน้าของเครื่องมือ DMM ซึ่งเป็นดังเครื่องมือกลางสำหรับการตรวจสุขภาพของมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดการเช็กสอบได้อย่างรวดเร็ว ทว่าเป็นระบบมีระเบียบ ปรากฏเป็นแผนภาพ (Diagram) ได้แก่ ส่วนบน คือ กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ส่วนกลาง คือ กลุ่มผู้บริหารระดับกลางและระดับปฏิบัติการ และส่วนล่าง คือ เทคโนโลยี อีกด้านหนึ่ง คือ แนวตั้ง 3 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 งานด้านการส่งเสริม มิติที่ 2 งานด้านภารกิจหลัก แล มิติที่ 3 งานด้านสนับสนุนและควบคุม

ผลสำรวจที่ได้จากเครื่องมือ DMM เวอร์ชันใหม่แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 Silo การพัฒนาต่างคนต่างทำ เพิ่งเริ่มหรือยังทดลองทำ โดยขาดมาตรฐานในการดำเนินงาน ระดับที่ 2 Standardized การพัฒนาที่มีมาตรฐานในการดำเนินงาน ได้แก่ มาตรฐานด้านกระบวนการทำงาน มาตรฐานด้านข้อมูล และมาตรฐานการนำใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ ระดับที่ 3 Optimized การพัฒนาที่มีมาตรฐานในการดำเนินงาน ขจัดขั้นตอนการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนหรือไม่จำเป็นออกไป รวมถึงมีการเชื่อมโยงระหว่างระบบงานทั้งภายในและภายนอกอย่างไร้รอยต่อ และระดับที่ 4 Modular การพัฒนาที่มีมาตรฐานในการดำเนินการ ขจัดขั้นตอนการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนหรือไม่จำเป็นออกไป รวมถึงมีการเชื่อมโยงระหว่างระบบงานทั้งภายในและภายนอกอย่างไร้รอยต่อ และสามารถต่อยอดการสร้างบริการใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การสำรวจความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลด้วยเครื่องมือกลางดังกล่าวไม่เพียงแต่นำมาซึ่งคะแนนหรือสะท้อนสถานะเท่านั้น หากยังส่งผลสู่การดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ทำให้เกิดการเข้าใจตรงกัน พร้อมด้วยการเห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละมิติ 2) ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำในอนาคต 3) ทำให้สามารถวิเคราะห์ความสอดคล้องของทุก ๆ งานมุ่งสู่เป้าหมายว่ามากน้อยแค่ไหน อย่างไร และ 4) ช่วยปรับกระบวนการทำงาน นำใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติได้อย่างถูกจุด ถูกพื้นที่ พร้อมส่งประโยชน์ต่อภาคส่วนอื่น ๆ ได้แก่ 1) นักศึกษาและผู้ใช้บริการมหาวิทยาลัยจะได้รับบริการที่รวดเร็ว ตรงกับยุคสมัย 2) ภาคอุตสาหกรรมจะได้บัณฑิตที่มีความพร้อมในการทำงานมากขึ้น 3) เกิดการช่วยเหลือกันระหว่างมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เพราะมีการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ร่วมกันอยู่ตลอดเวลา 4) ในระดับประเทศจะได้บุคลากรที่มีความสามารถในการพัฒนาประเทศที่ดีมากขึ้น 5) ในระดับนโยบายของอุดมศึกษาสามารถกำหนดทิศทางของการพัฒนาประเทศในแต่ละภูมิภาคได้ชัดเจนมากขึ้นว่าต้องการให้แต่ละภูมิภาคเน้นความสามารถในด้านใด และสามารถพึ่งพาอาศัยกันระหว่างภูมิภาคได้เป็นอย่างดี 6) ในระยะถัดไปจะสามารถลดปัญหาสังคมเมื่อระดับการศึกษาของประเทศอยู่ในเกณฑ์สูงขึ้น และลดภาระการดูแลจากภาครัฐ

ดร.วันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เน้นย้ำว่าเครื่องมือ DMM ไม่ใช่ Magic Bullet และไม่ใช่สูตรสำเร็จ “การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลอย่างแท้จริง คือ การได้เห็นโจทย์ที่เกิดจากการใช้เครื่องมือ DMM แล้วสามารถวิเคราะห์ แก้โจทย์ รวมถึงใช้ประโยชน์จากข้อมูล เพื่อนำเสนอรูปแบบนโยบายที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อไปในอนาคต เครื่องมือ DMM จึงเป็นตัวจักรหรือกลไกขับเคลื่อน เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายสาธารณะ สามารถแสดงผลเชิงประจักษ์ของมหาวิทยาลัยทั้งหมดว่าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับมหาวิทยาลัยไทย ไปจนถึงบริบทรอบ ๆ มหาวิทยาลัย และประเทศไทยอย่างไร มหาวิทยาลัยดิจิทัลจะต้องทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย การพัฒนา การบริการสังคม ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ ความสำคัญของเครื่องมือ DMM ในบทบาทของมหาวิทยาลัยดิจิทัล คือ การทำให้วงจรนโยบายสาธารณะหมุนได้”

ภายใต้ ‘โครงการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล’ การพัฒนาประเทศที่พร้อมด้วยระบบนิเวศดิจิทัล และ Digital Transformation หรือ Digital University ครบทุกองศาของแต่ละมหาวิทยาลัยกำลังได้รับการขับเคลื่อนทั้งในส่วนวิสัยทัศน์ พันธกิจ และธรรมาภิบาลอย่างสอดคล้อง โดยมียุทธศาสตร์ชาติ แผน และนโยบายสำคัญต่าง ๆ กำหนดทิศทางและเป้าหมาย ท้ายที่สุดผลลัพธ์ที่สมบูรณ์พร้อมของการเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล คือ การเชื่อมโยงและพัฒนาทุกองคาพยพของประเทศสู่ความ ‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’ ตามบริบทโลกยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเต็มรูปแบ